2005/Nov/07

พวกคุณเคยสงสัยไหมว่าตัวของคุณเป็นไงหรือมีนิสัยอย่างไร วิธีที่ง่ายสุดที่จะหาคำตอบคงไม่พ้นถามคนอื่นที่รู้จักคุณ แต่บางครั้งตัวคุณในมุมมองของแต่หล่ะคนนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงผมเองก็คนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น

สิ่งที่เรียกว่าตัวเอง หรือ คาแร็คเตอร์ ของตนเองนั้นเกิดจากการพบกับคนอื่น คนอื่นนั้นจะสร้างเราในมุมมองของเขาหรือเธอขึ้นมา และยิ่งการพบกับคนมากขึ้นก็เท่ากับมามีตัวของเรามากยิ่งขึ้นแต่กระนั้นตัวเราแต่หล่ะคนที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่โดยร่วมแล้วก็คล้ายกันหมด

แต่สำหรับผมนั้นเรียกได้ว่าตัวผมแต่หล่ะคนนั้นเรียกได้ว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมนั้นมีคนหลายคนนั้นมองผมเป็นคนที่งี่เง่าบ้าบอคอแตกได้ทั้งวัน อีกกลุ่มหนึ่งนั้นมองผมในฐานะของคนที่เงียบและเฉยชา ลักาณะของบุคคลทั้งประเภทนี้พูดตามตรงแล้วไม่น่าจะอยู่ในคนๆเดียวกันได้แต่ก็อยู๋ไปแล้ว แต่ที่หนักกว่า(และทำให้ผมคิดหนักด้วย) คือการที่มองผมว่าเป็นเกย์ กับ เสือผู้หญิง ถ้าว่าลักษณะแรกนั้นแปลกแล้ว ตัวหลังนี้คงแปลกยิ่งกว่า ทำไมถึงมีคนเข้าใจว่าผมเป็นเกย์เนี้ยผมเองก็ไม่อาจทราบได้ อาจเป็นเพราะจินตนาการอันหลุดโลกของพวกหล่อน(ส่วนมากจะเป็น ญ ที่เข้าใจผมแบบนั้น) หรือเป็นเพราะขนตาที่งอนยาว + ปากแดงธรรมชาติ ของผมก็ไม่อาจทราบได้เลย พอมามองอีกด้านหนึ่ง ด้านที่เรียกว่าเสือผู้หญิงของผม การที่ผมนั้นคุยกับผู้หญิงเก่งนั้นคงเพราะตัวผมเองเมื่อสมัยก่อนกับเรื่องหลายเรื่องที่ผมทำ แต่ที่แปลกคือขนาดผมกลับตัวมาเกือบปีแล้วแต่ก็ยังมีคนคิดแบบนั้นกับผมอยู่

แต่ตัวผมเป็นอย่างไงหล่ะ นี้อาจเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากยิ่งกว่าอะไรส่ะอีกก็อย่างที่มีคนเคยบอก "สิ่งที่รู้จักเรามากที่สุด คือคนอื่น เรานั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย" ผมเองก็คงหาคำตอบของคำถามนี้ต่อไป

2005/Oct/26

คำว่ารักนั้น ผมเองนั้นคิดว่าคงเป็นคำๆหนึ่งที่หาความหมายตรงตัวได้ยากยิ่ง ให้พูดตรงก็ก็คงประมาณ ว่า ต่างคนต่างก็มีนิยามของคำว่ารักต่างกันกระมั้ง หลายคนที่คิดว่าเข้าใจอาจไม่รู้อะไรเลย อีกกลุ่มก็คิดว่าตนไม่รู้แต่กลับเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ส่วนตัวของผมรึ คาดว่าคงเป็นแบบแรกมากกว่า

เรื่องทั้งเรื่องผม คาดว่าน่าจะเป็นช่วงที่ผมกลับอังกฤษตอนปิดเทอม ตอนนี้รู้สึกว่าจะอายุราว 15 จะได้มั้งยังเป็นวัยใส่อยู๋เลย ตอนนั้นเองผมเองนั้นรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้กลับประเทศของตนเหตุผลน่ะหรือไม่ใช่ว่าว่าผมรักอังกฤษหรอก แต่เป็นเพราะ ผมจะได้กลับไปเจอเธอคนนั้น เธอผู้นั้นที่เป็นรักแรกของผม Tracy นั้นเอง ระยะผมนั่งเครื่องบินนั้นผมนั้นได้แต่คิดตลอดว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้เธอจะยังรอผมอยู๋รึปล่าวน่า รึว่าเธอไปมีแฟนแล้ว ส่วนพอถึงน่ะรึ หนักกว่าที่คิดส่ะอีก เธอคนนั้นมีคู่หมั้นแล้ว(ไม่แปลกหรอกเธอเองตอนนั้นก็ 17 แล้ว ที่อังกฤษถือว่าไม่แปลก) ตอนนั้นเองผมก็ได้แต่คิดว่าทำไมถึงรอกันไม่ได้ก็แค่ 5 ปีเอง แต่ความคิด 1 ที่เข้ามานั้นก็คือ คำว่าถ้ารักเธจริงก็ต้องปล่อยเธอไป ผมเองก็นึกได้ปล่อยเธอไป ช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่อังกฤษและได้ใกล้ชิดเธอนั้นเรียกได้ว่าอาจเป็ฯหนึ่งในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ว่าผมจะไม่ต้องเค้าคนนั้นของเธอ

แต่แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ ตอนนั้นเป็ฯงานเรื่องส่งของเองเป็นช่วง 1 อาทิตย์ก่อนที่ผมจะกลับมาไทย คืนนั้นเองผมรูสึกว่าอาจจะเมาได้ที่เลย(น่านดื่มหนักตั้งแต่เด็ก) ปรกติคนที่เมานั้นจะจำเรื่องที่เกิดไม่ได้แต่ผมนั้นจำได้ดีเลย สงสัยอาจไม่เมามั้ง ผมเองก็ไม่เข้าใจจุดนี้เหมือนกัน เล่าต่อหล่ะกัน เธอคนนั้นเองก็รู้สึกว่าจะเมาได้ที่เหมือนคนหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำที่ว่าเวลาคนเมานั้นตัวตนที่แท้จริงจะออกมา ตัวตนที่แท้จริงของเธอก็คงออกมาในตอนนั้น สิ่งที่เธอได้พูดในตอนนั้นก็คือ ทำไมผมถึงได้ทิ้งเธอไว้คนเดียว เธอนั้นได้รอผมมาตลอด คืนนั้นเองเธอนั้นได้นำพาผมสู่โลกของผู้ใหญ่ที่ยากที่จะหวนกลับ ตอนนั้นเองผมก็เข้าใจว่านี้เองคือสิ่งที่เธอรอมาตลอดจากผม นี้เองคือสิ่งที่เรียกว่าความรักส่วนคู่หมั้นของเธอรึ คืนนั้นหมอนั้นมีนัดชกที่ลอนดอนหมอนั้นเป็นนักมวยอาชีพครับ

นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมเองก็เปลี่ยนไปผมได้กลายเป็นคนที่ได้ทำลายผู้หญิงไปหลายคน ผมเองได้แต่คิดว่า นี้คือสิ่งที่เธอเหล่านั้นต้องการ เหมือนกับเธอคนนั้น ทั้งนี้นั้นน่าจะเป็นคำพูดคำหนึ่งที่เธอทั้งหลายเหล่านั้นใช่ "ถ้าเป็นนิคเราโอเคน่ะ" คำนี้เองที่จุดชนวนผมมาตลอด แต่ความรู้สึกที่ได้นั้นกลับกลายเป็นความว่างปล่าวความปล่าวเปลียวในใจที่เกิดมาตลอดผมเองก็ไม่เข้าในจุดนี้มันไม่ใช่การเติมเต็มกันและกันอย่างที่ผมเข้าใจ เพราะเหตุนั้นทุกครั้งที่ผมประกอบกามกิจเสร์จหลายครั้งผมก็ได้บอกเลิกเธอเหล่านั้นเลย (ผมเองมองตัวเองว่าเลวที่สุดก็คงเป็นตอนสมัยนั้นแหล่ะ)ผมเองก็ได้ใช่ชีวิตแบบนั้นอยู๋ราว 5 ปีมั้ง เหตุที่ผมกลายเป็นแบบนั้นถ้าตามที่ผมเข้าใจก็อาจมาจากการที่ว่า ผมนั้นเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่เร็วเกินไป หรืออาจเป็นเพราะไม่สมหวังในรักแรกของ แต่คำตอบที่แท้จริงนั้นต่อให้คิดทั้งชีวิตก็คงหาคำตอบไม่ได้

ส่วนเหตุที่ทำให้ผมคิดได้น่ะรึครับก็คงเป็นเพราะเธอคนนั้นที่ผมเจอ เธอคนนั้นที่ทำให้ผมเข้าใจว่าตนเองนั้นเข้าใจผิดมาตลอด ความรักที่ผมเคยเข้าใจมาตลอดมันก็แค่ความใคร่ของตนหาใช่สิ่งอื่นไม่ ความรักนั้นคือการที่ผมได้รู้สึกดีๆกับใครบางคนโดยไม่หวังผลตอบแทน(อย่างน้อยผมก็คิดแบบนั้น)

ก่อนจากนันผมเองก็อยากขอโทษเธอเหล่านั้น ที่ผมได้ทำลายลงแต่ตอนนี้เองผมว่ากว่าผมจะรู้ตัวนั้นคงสายไปแล้วสายไปแล้ว.....

2005/Oct/21

มีพบต้องมีจากนี้เป็นคำที่ผมบอกกับเพื่อนๆของผมมาตลอด แต่พอมาเจอเข้ากับตัวเองก็ได้รู้ว่ามันทำใจลำบากแค่ไหน

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อนช่วงที่ผมนั้นปิดเทอมจากมหาลัยในประเทศอังกฤษ ช่วงนั้นยังเป็นสมัยที่ผมนั้นเรียกได้ว่ายังใช้ ชีวิตในฐานะของสิ่งที่หลายๆคนเรียกว่า PlayBoy เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยแต่ตัวผมนั้นกลับนั้นรู้สึกถึงเพียงแค่ความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ซึ่งตัมผมนั้นไม่เคยเข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ต่างจากเพื่อนสนิทของผมมากนัก เพื่อนของผมคนนี้นั้นดูเหมือนมีพลังไหลเวียนตลอดเวลา นี้มั้งคือความรู้สึกที่เรียกว่าความรักแต่ผมก็เมินขอคิดนี้พร้อมกับบอกกับตัวเองตลอดว่า "งี่เง่าน่าจะเป็นไปได้ไง" แต่กระนั้นผมก็ยังค่อยช่วยมันตลอด

แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นรอบนี้มันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง ความรู้สึกดังกล่าว วันนั้นเองผมได้รู้สึกถึงพลังงานนั้น พลังที่ขับเคลื่อนหัวใจของผมให้หายจากความเหงา ผมนั้นได้พบเธอในงานการ์ตูนงานหนึ่งความรู้สึกที่ผมได้ตามหามาตลอดนั้น ผมได้มาจากการแค่ได้พูดคุยกับเธอในงานการ์ตูนนั้นเอง วันนั้นเองผมเองก็ได้เข้าใจว่า สิ่งที่ผมเรียกว่าความรักมาตลอดนั้นเป็นการเข้าใจผิดมาตลอด (เหตุที่ทำให้ผมเข้าใจผิดผมจะอธิบายในวันหลัง) นับแต่นั้นมา ผมก็ได้เลิกนิสัยดังกล่าวของผม ผมเองก็ไม่ค่อยอยากเชื่อว่า แค่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอายุเพียงแค่ อืมมมมมมไม่บอกดีกว่าเอาเป็นว่าอ่อนกว่าผมอยู่ 2-6 ปีแล้วกันทำให้ผมเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น (หลายคนตอนนี้คงได้มองว่าผมนั้น โล เป็นแน่แท้)

แต่หนทางทุกหนทางนั้นไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ หนึ่งในนั้นเป็นเพราะ ผมนั้นมีคู่แข่งแถมคู่แข่งของผมคนนี้นั้นกลับมีคุณพ่อของเธอคนนั้นสนับสนุน ผมเองก็เคยคิดจะลองคู่กับพ่อเธอดู แต่ลองทบทวนแล้วไม่เอาดีกว่า ตัวผมนั้นก็อายุ 20 จะ 21 แล้ว ไปบอกว่าจะจีบลูกสาวเค้าเนี้ยน่ะ โดนมองว่าโรคจิตแน่นอน นั้นไม่พอ เพื่อนสนิทของเธอนั้นกลับไม่ชอบให้ผม ไปยุ่งกับเธอ มีคนหลายคนบอกว่าเวลาจีบใครสักคนวิธีที่ง่ายที่สุดคือพ่านเพื่อนของผมนี้หมดสิทธ์เลยต่อมานั้นเรื่องนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันคือรุ่นน้องของผมคนหนึ่งก็ชอบเธอเหมือนกัน ส่วนผมน่ะรึดั้นไปสนับสนุนมันส่ะอีก นี้คงเป็นเพราะ ผมนั้นยังไม่ต้องการเปิดตัวมั้ง เรื่องนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดูท่ามันเลิกแล้วก็โชคดีหน่ะ ท้ายสุดคือทุกครั้งที่คุยกับเธอนั้นผมจะได้ความรู้สึกที่ว่าเธอนั้นกลัวผมตลอดเวลา อาจเป็นเพราะเธอนั้นอาจรู้ถึงชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีด้าน ผู้หญิง ของผมหรือไม่ก็เพราะ สันดาน PlayBoy เก่าของผมก็เป็นได้ เรื่องนี้ผมก็ไม่อาจทราบได้

และแล้ววันนั้นก็มาถึงวันที่ผมต้องเดินทางกลับอังกฤษ วันนั้นเองได้เกิดสิ่งที่ผมไม่คาดคิดขึ้น มันมาจากมือถือของผมเอง เธอคนนั้นได้โทรหาผม ตอนนั้นผมนั้นปิติสุดๆ ผมนั้นไม่เคยนึกมาก่อนว่าเธอคนนั้นจะจำวันกลับของผมได้นั้นได้โทรหาผมแทนที่ผมจะผมโทรหาเธอ แต่แล้วไม่รูจะเรียกว่าซวยดีรึปล่าว เพราะเป็นนิสัยของผมไปแล้ว เรื่องที่ว่าชอบจัดกระเป๋า 1 ชั่วโมงก่อนไปสนามบิน ผมจึงได้บอกกับเธอว่า เดี่ยวจะโทรกลับตอนถึงสนามบิน (จิงๆแล้วโทรกลับไปตอนจัดกระเป๋าเสร์จก็ได้น่ะแต่ทั้งพี่สาวกับน้องสาวนั้นนึกอยากมาส่งผมในวันนั้น เลยไม่เหลือความสะดวกเลย) แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบบ้านั้นเกิดขึ้นมาตอน 3 นาทีก่อนถึงสนามบิน ผมได้รับ Message จากเธอคนนั้น เนื่อความรึก็คือ เธอต้องนอนแล้ว เพราะเธอมีเรียนตอนเช้า (เที่ยวบินของผมมันตอน ตี 2 อ่ะ....) จะบอกว่าลาก่อนผมยังทำไม่ได้เลย ผมเองก็ทราบดีว่าส่ง Message ไปก็ได้แต่ความรู้สึกมันไม่มีทางเหมือนกันกับการคุยกัน แต่ผมก็ส่ง Message อยู๋ดี

ในช่วงรอขึ้นเครื่องนั้นผมได้หวนนึกถึงคำที่ผมบอกกับเพื่อนตลอด "มีพบก็ต้องมีจาก" ทั้งๆที่ผม นั้นเคยคิดว่ามันเป็นการกระทำที่ง่ายมาตลอดแต่พอมาเจอกับตัวเองนั้น กลับทำใจลำบาก การที่ต้องจากคนที่เรารักนั้นมันเจ็บปวดกว่าที่คิดนัก แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือการต้องจากเธอคนนั้นโดยยังไม่ได้บอกความในใจของตัวเอง

สิ่งนี้มั้งที่เรียกว่าการทิ้งหัวใจไว้ไกลตัว.....


edit @ 2005/10/21 20:53:11